ถอดรหัส “เลขที่บัญชี” สู่การจัดการสมุดรายวันทั่วไปฉบับมือโปร

ถอดรหัส “เลขที่บัญชี” สู่การจัดการสมุดรายวันทั่วไปฉบับมือโปร


     
     การบันทึกบัญชีเบื้องต้นนั้นมีรายละเอียดสำคัญหลายประการ หนึ่งในขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ในการบันทึกบัญชีลงใน “สมุดรายวันทั่วไป” คือ “เลขที่บัญชี” บทความนี้จะสรุปหลักการและวิธีการกำหนดเลขที่บัญชีให้เข้าใจง่าย เพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีในการนำไปใช้งานจริง


1.เลขที่บัญชี (Account Numbering) คืออะไร ?
     คือ “รหัสเฉพาะ” ที่ใช้ระบุบัญชีหนึ่งๆ ในระบบบัญชีเพื่อให้สามารถแยกแยะ ติดตาม และจัดการข้อมูลทางการเงินได้อย่างถูกต้อง ในทางบัญชี เลขที่บัญชีจะถูกใช้ใน “ผังบัญชี ซึ่งเป็นโครงสร้างที่จัดหมวดหมู่รายการบัญชีทั้งหมดขององค์กร



2. ทำไมเราต้องกำหนดเลขที่บัญชี ?

การกำหนดเลขที่บัญชีไม่ได้ทำขึ้นมาลอยๆ แต่มีประโยชน์อย่างมากต่อการจัดทำบัญชีของกิจการ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

  • เพื่อให้ทราบหมวดหมู่ของบัญชี : ช่วยให้จำแนกได้ทันทีว่าบัญชีนั้นๆ จัดอยู่ในกลุ่มใด เช่น เป็นสินทรัพย์, หนี้สิน, ทุน รายได้ หรือค่าใช้จ่าย
  • เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการสืบค้น : การค้นหาหรือจัดเก็บข้อมูลด้วย “รหัสตัวเลข” จะทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าการหาตามตัวอักษรของชื่อบัญชี
  • เพื่อความสะดวกในการจัดเรียงลำดับข้อมูล : ช่วยให้การนำข้อมูลไปจัดทำรายงานหรือ “งบการเงิน” เป็นระเบียบและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น


3. โครงสร้างของเลขที่บัญชี

กิจการแต่ละแห่งอาจมีรูปแบบการกำหนดเลขที่บัญชีที่แตกต่างกันตามขนาดของธุรกิจ ธุรกิจขนาดใหญ่อาจใช้ทั้งตัวอักษรผสมตัวเลข หรือมีตัวเลข 4 – 8 หลัก แต่สำหรับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ myAccount Cloud ได้มีการกำหนดระดับการบัญชีเบื้องต้น “หลักตัวเลข 8 หลัก” โดยโครงสร้างของเลขที่บัญชี มีทั้งหมด 5 หมวดหมู่บัญชี ดังนี้

  • 10000000 ถึง 19999999 หมายถึง สินทรัพย์ (Assets) ขึ้นต้นด้วยเลข 1
  • 20000000 ถึง 29999999 หมายถึง หนี้สิน (Liabilities) ขึ้นต้นด้วยเลข 2
  • 30000000 ถึง 39999999 หมายถึง ส่วนของเจ้าของ (Equity) ขึ้นต้นด้วยเลข 3
  • 40000000 ถึง 49999999 หมายถึง รายได้ (Revenue) ขึ้นต้นด้วยเลข 4
  • 50000000 ถึง 59999999 หมายถึง ค่าใช้จ่าย (Expenses) ขึ้นต้นด้วยเลข 5

ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหมวดหมู่บัญชี : ในช่วงก่อนเริ่มดำเนินกิจการและหลังปิดบัญชีตอนสิ้นงวด กิจการจะเหลือบัญชีเพียง 3 หมวดเท่านั้น คือ สินทรัพย์ (1), หนี้สิน (2) และ ทุน (3) ซึ่งแสดงใน “งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล)” ส่วนหมวด รายได้ (4) และ ค่าใช้จ่าย (5) จะเกิดขึ้นเฉพาะในระหว่างงวดเพื่อแสดงใน “งบกำไรขาดทุน” และเมื่อถึงวันสิ้นงวด บัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูก “ปิดบัญชี” เข้าสู่บัญชีทุนนั่นเอง

4. ตัวอย่างการกำหนดเลขที่บัญชี

          เพื่อให้ทุกท่านเข้าใจการกำหนดเลขที่บัญชีให้ง่ายขึ้น ให้มองเปรียบเสมือนเป็น “ต้นไม้” ที่มี ราก, ลำต้น, กิ่ง, ก้าน และใบ ซึ่งสามารถจำแนกแต่ละส่วนดังนี้

  • รากแก้ว : ตัวเลขหลักที่ 1 (ตัวเลขแรก) เป็นตัวแทนบอก “หมวดหมู่บัญชี” ว่าบัญชีนี้อยู่ในหมวดใด ซึ่งทุกกิจการจะต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน เช่น ขึ้นต้นด้วยเลข 1 = สินทรัพย์, ขึ้นต้นด้วยเลข 2 = หนี้สิ้น หรือขึ้นต้นด้วยเลข 3 = ส่วนของเจ้าของ เป็นต้น
  • ลำต้น : ตัวเลขหลักที่ 2 เป็นตัวแทนบอก “หมวดหมู่ย่อย” ที่รองลงมาจากตัวเลขหลักที่ 1 ซึ่งเป็นส่วนขยายในการจำแนกหมวดหมู่บัญชี เช่น เลขที่บัญชี 11 = สินทรัพย์หมุนเวียน หรือเลขที่บัญชี 12 = สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
  • กิ่ง : ตัวเลขหลักที่ 3 เป็นตัวแทนบอก “หมวดหมู่ย่อย” ที่รองลงมาจากตัวเลขหลักที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนขยายในการจำแนกหมวดหมู่บัญชี เช่น ตัวเลขที่บัญชี 111 = เงินสดและเงินฝากสถาบันการเงิน
  • ก้าน : ตัวเลขหลักที่ 4 เป็นตัวแทนบอก “หมวดหมู่ย่อย” ที่รองลงมาจากตัวเลขหลักที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนขยายในการจำแนกหมวดหมู่บัญชี เช่น ตัวเลขที่บัญชี 1111 = เงินสด หรือ ตัวเลขที่บัญชี 1112 = เงินฝากออมทรัพย์
  • ใบ : ตัวเลขหลักที่ 5 ถึง 8 เป็นตัวแทนบอก “ลำดับบัญชี” เช่น 0001, 0002, 0003... การเรียงลำดับนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบผังบัญชีของกิจการ อาจเรียงตามลำดับการเกิดก่อน-หลังก็ได้ โดยปกติกิจการมักจะมีการกำหนดผังบัญชี ไว้ล่วงหน้าแล้ว

ข้อควรระวัง : เมื่อเรากำหนดรหัสบัญชีให้กับรายการใดไปแล้ว เช่น กำหนดให้เงินสดเป็นรหัส “101” ไม่ว่าบัญชีเงินสดจะไปปรากฏในการบันทึกบัญชีของวันที่เท่าไหร่ในสมุดรายวัน รหัสก็จะต้องคงเป็น “101” เสมอ เหมือนเป็นการติดป้ายชื่อประจำตัวให้กับบัญชีนั้นไปแล้ว





เขียนและเรียบเรียงโดย บริษัท โปรซอฟท์ ซีอาร์เอ็ม จำกัด | 09 มิถุนายน 2569

 14
ผู้เข้าชม
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์